Categories
ข่าวไอที

ทำไมยอด Like ใน Facebook ของคุณจึงน้อย?

            เชื่อว่าเวลานี้หลาย ๆ คนก็คงจะกอดหมอนปาดน้ำตาตัวเองเป็นรอบที่ร้อยเมื่อคุณโพสต์เรื่องราวและลงภาพต่าง ๆ ใน Facebook แล้วแต่ก็ยังมีคนมากด Like ไม่ถึงสิบคนจนเวลานี้ก็ปาไปชั่วโมงนึงแล้ว

ทำไมมันยังไม่กระเตื้องขึ้นเลยนะ ทั้งที่เพื่อนในโซเชียลก็ออกจะเยอะแยะหลักพันกว่า รูปที่ลงก็ออกจะสวยมีสไตล์น่าสนใจ แต่ใยฟ้าจึงกลั่นแกล้งให้เราไร้ตัวตนได้เช่นนี้

ท่ามกลางยอด Like ของเพื่อนคนอื่นที่โพสต์เพียงสิบกว่านาทีก็มีคนมากดถูกใจเกือบหกสิบกว่าคนแล้ว จะบอกว่าเราเองก็เคยมีประสบการณ์ยอด Like ใน Facebook น้อยเช่นเดียวกับคุณในเวลานี้ แต่ตอนนี้เราค้นพบสาเหตุและหาวิธีแก้แล้วจึงทำให้มียอด Like มากขึ้น จึงได้นำมาบอกคุณในวันนี้เผื่อจะช่วยได้บ้าง

ยอด Like ใน Facebook น้อยเพราะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน

            การที่ในชีวิตคุณเป็นคนเพื่อนน้อย ไม่ค่อยเข้าสังคมจริงหรือแม้แต่ในโลกโซเชียลก็ไม่มีการไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ ใน Facebook ไม่ไปกดไลค์หรือคอมเม้นต์โพสต์ของพวกเขาบ้างจะทำให้พวกเขาไม่สนใจโพสต์ของคุณเช่นกัน ประมาณว่าเมินเฉยใส่ฉัน ฉันก็จะเมินเฉยใส่คุณ

ในเมื่อเราไม่ได้อยากรู้จักกันนี่ และในบางทีการที่คุณไม่มีปฏิสัมพันธ์ใน Facebook ก็ทำให้พวกเขามองไม่เห็นโพสต์คุณบนหน้าฟีดข่าวได้ เพราะบางครั้งโพสต์ของเพื่อนที่สนิทกันและมีอันดับปฏิสัมพันธ์กับพวกเขามากที่สุดจะขึ้นมาให้เห็นก่อน ส่วนเพื่อนคนไหนที่มีปฏิสัมพันธ์น้อยก็จะไม่ค่อยขึ้นมาให้เห็น พูดง่าย ๆ คือโดนโพสต์ของคนอื่นในหน้าฟีดข่าวกลบหมด ให้แก้ง่าย ๆ โดยการไปกดไลค์และคอมเม้นต์เล็ก ๆ น้อย ๆ ในโพสต์ของเพื่อน ๆ บ้าง ยิ่งไปกดไลค์หลายคนก็ยิ่งมีคนเห็นโพสต์คุณมากขึ้น

ยอด Like ใน Facebook น้อยเพราะโพสต์ไม่น่าสนใจ

            การที่โพสต์ของคุณมี Content หรือเนื้อหาที่ไม่น่าสนใจ ไม่ใช่สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันก็อาจทำให้พวกเขารู้สึกเฉย ๆ จนเลื่อนผ่านไปก็ได้ ฉะนั้นถามว่าเพื่อน ๆ ใน Facebook เห็นโพสต์ของคุณหรือไม่ ขอตอบว่า “พวกเขาเห็น แต่ไม่กดไลค์” มีวิธีแก้คือ ให้คุณลองเปลี่ยนมาโพสต์เนื้อหาหรือโพสต์รูปในมุมเด็ด ๆ ที่น่าสนใจดูบ้าง ไม่ใช่โพสต์แค่เพียงรูปหรือเนื้อหาที่เกี่ยวกับการทำบุญ กฎหมาย หรือสาระความรู้อย่างเดียวหรือภาพเซลฟี่หน้าตัวเองธรรมดา ๆ ที่มองไม่เห็นบรรยากาศทิวทัศน์ด้านหลังเลยนี่ก็ไม่ควร คุณอาจแชร์หนังสนุก ถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ คิดแคปชั่นคำโดน ๆ ก็ได้ ส่วนหากคุณมีความสนใจใดเป็นส่วนตัวที่อยากแบ่งปันแก่เพื่อน ๆ ก็ควรเลือกโพสต์ลงในกลุ่มแวดวงคนที่ชอบแบบเดียวกับคุณใน Facebook แทนที่จะโพสต์บนฟีดข่าวสาธารณะของคุณ รับรองได้ยอด Like แน่นอน

ยอด Like ใน Facebook น้อยเพราะถูกปิดกั้นการมองเห็น

            ในบางครั้งที่คุณโพสต์เนื้อหาหรือลงรูปใน Facebook วันละเยอะ ๆ เกือบ 10 โพสต์หรือลงโพสต์ที่มีเนื้อหาคล้ายกันก็อาจทำให้ระบบ Facebook ทำการปิดกั้นการมองเห็นโพสต์ของคุณได้ และเมื่อนั้นก็จะไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่คุณโพสต์ วิธีแก้ไขและตรวจสอบว่าโดนปิดกั้นจริงไม่ คือ ให้คุณลองโพสต์ข้อความว่า “เฟสถูกปิดกั้นการมองเห็น ใครที่เห็นโพสต์ของเรารบกวนช่วยมากดหัวใจให้หน่อยนะ เพื่อจะได้เปิดการมองเห็นได้ ขอบคุณมาก” และเมื่อคุณโพสต์ เหล่าเพื่อน ๆ ที่มองเห็นโพสต์คุณก็จะมาช่วยกดรูปหัวใจจน Facebook เปิดการมองเห็นสาธารณะให้คุณได้อีกครั้ง

รูปภาพประกอบ : Pixabay

#ยอด Like Facebook #ทำไมยอด Likeน้อย #โซเชียลน่ารู้

Categories
ข่าวไอที

ตรวจสอบอาการติดการเซลฟี่พร้อมกับวิธีป้องกัน

การถ่ายภาพถือว่าเป็นงานอดิเรกของใครหลายๆคนไปแล้วสำหรับนาทีนี้ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ มากมายที่จะทำให้คุณสามารถเก็บภาพความทรงจำในรูปแบบที่คุณต้องการได้อย่างหลากหลาย

ซึ่งคุณสามารถที่จะปรับแต่งรูปภาพเพิ่มเติมในส่วนที่คุณต้องการหรือตัดออกในส่วนที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากความทันสมัยของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั่นเอง

และวันนี้เราได้นำเอาข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการเช็คลิสต์ตัวเองว่าคุณเป็นคนที่ชอบถ่ายภาพมากแค่ไหนมาฝากกันลองไปเช็คตัวเองดูซิว่าคุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่าที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเซลฟี่เลย

วิธีตรวจสอบอาการติดการเซลฟี่พร้อมกับวิธีป้องกัน

  1. อาการติดเซลฟี่เป็นอย่างไร การเซลฟี่เป็นพฤติกรรมที่มักเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์ โดยการถ่ายภาพตัวเองแล้วเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แต่อาจจะมีบางคนที่ติดการเซลฟี่มาก ๆ มักจะมีพฤติกรรถ่ายเซลฟี่บ่อยมากแล้ว โพสต์อัพเดตบนโลกออนไลน์ตอดเวลา และมีการเช็คยอดการกดไลก์หรือคอมเม้นท์ ตลอดเวลา และมักจะมีจำนวนยอดไลก์ที่ตั้งเป้าไว้ ในการเซลฟี่แต่ละครั้งมักจะใช้แอปพลิเคชันในการถ่ายและ ตรวจสอบรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองตลอดเวลา จนเข้าข่ายหมกหม่น ส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเอง ที่มีความวิตกหากมีคนกดไลก์ แสดงความคิดเห็นน้อยกว่าที่คาดไว้ หากเป็นมาก ๆ อาจจะทำให้น้อยใจ เป็นซึมเศร้าได้ นอกจากนี้เมื่อถ่ายไปแล้วรู้สึกไม่พึงพอใจกับภาพที่ออกมา มักจะมีการปรับ การแต่งหน้ารูปร่าง เพื่อช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากขึ้น และเชื่อว่าทำแล้วจะได้การตอบรับที่ดีจากโลกออนไลน์
  2. วิธีป้องกันอาการเสพติดการเซลฟี่ หากรู้สึกว่าการเซลฟี่มากเกินไปส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความหมกหม่นหมุ่นมากเกินไป สามารถปรับแก้ไข ป้องกันอาการที่จะเกิดขึ้นได้โดย เริ่มจากสร้างความมั่นใจในตัวเอง โดยไม่ควรนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นจนรู้สึกแย่ ให้ความสำคัญกับโลกความเป็นจริง ใช้เวลากับโลกออนไลน์ให้น้อยลง และพยายามห้ามใจไม่ให้ยึดติดกับยอดไลก์และคำคอมเม้นท์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หรือหากทำไม่ได้ก็ควรมีการตั้งกฎ จำกัดเวลาในการเล่นโซชียลมีเดีย อย่างจริงจัง พยายามหากิจกรรม พบเพื่อน ออกไปเที่ยว ออกกำลังกาย ดูหนังฟังเพลง ฝึกทักษะการเข้าสังคมโดยเข้าร่วมกับกิจกรรมที่ทำให้ได้พบปะผู้คนสร้างมิตรภาพ จะทำให้มีเวลาคิด และเล่นโซเชียลให้น้อยลง และอาการติดการเซลฟี่จนเกินไปดีขึ้นได้

เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีการตรวจเช็คตัวเองว่าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบในการเซลฟี่ถ่ายภาพหรือไม่ที่เราได้นำมาแนะนำกันบอกเลยว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับครั้งหน้าเราจะนำเอาข้อมูลอะไรที่มีความน่าสนใจมาแนะนำกันอีกนั้นบอกเลยว่าไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด เพราะแต่ละเรื่องราวที่เรานำมาล้วนแล้วแต่มีความรู้ด้วยกันทั้งสิ้น

#อาการติดการเซลฟี่ #รู้ทันเทคโนโลยี #ไอทีน่ารู้

Categories
ข่าวไอที

Huawei Watch Fit สมาร์ทวอชจอใหญ่ที่น่าสนใจ

บอกเลยว่านาทีนี้สมาร์ทวอชมาแรงอย่างมากและสำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทวอชดีๆไปใช้กันจะต้องเจอปัญหาอย่างแน่นอนว่าจะเลือกซื้อสมาร์ทวอชจากค่ายไหนดี เพราะทุกวันนี้มีการผลิตสมาร์ทวอชออกมาให้ได้ใช้กันมากมายจนเลือกซื้อไม่ถูกกันเลยทีเดียว และวันนี้เราจึงได้นำเอาข้อมูลเกี่ยวกับสมาร์ทวอช ที่มีความน่าสนใจมาแนะนำกันบอกเลยว่าเป็นสมาร์ทวอชที่สามารถตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ Huawei Watch Fit ว่าแต่จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้นไปดูกันเลย

Huawei Watch Fit มาพร้อมกับหน้าปัด Always On

จอใหญ่เห็นชัด สามารถตั้งค่า Always On ที่ให้ความอารมณ์เหมือนใส่นาฬิกาปกติ เพื่อความง่ายต่อการสัมผัสหน้าจอและการกดปุ่มเมื่อจะดูเวลา ขนาดของหน้าจออยู่ที่ 1.64 นิ้ว และยังเป็นหน้าจอ AMOLED ที่สู้แสง สามารถอ่านตัวหนังสือบนหน้าจอได้อย่างชัดเจนในที่สว่าง

Huawei Watch Fit กับการใช้งานที่ไม่จำเป็นต้องชาร์จบ่อย ๆ

สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดอยู่ที่ 10 วัน โดยไม่ต้องชาร์จ และภายในระยะเวลาเพียงแค่ 30 นาที สามารถชาร์จได้สูงสุดถึง 70% เท่ากับว่าการชาร์จเพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

Huawei Watch Fit กับโหมดติดตามวัดผลการออกกำลังกายที่มีสูงสุดถึง 96 โหมด

ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ วิ่ง โยคะและอื่น ๆอีกมากมาย ซึ่ง Huawei Watch Fit นี้สามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างว่ายน้ำได้ รวมถึงสามารถวัดจำนวนรอบของการเหวี่ยงแขน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยในการวัดค่า SpO2 ที่สามารถแจ้งเตือนเรื่องความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดได้ด้วย ซึ่งการวัดผลทั้งหมดข้างต้นสามารถดูผลได้แบบเรียลไทม์

Huawei Watch Fit ใช้ IMU หรือเซ็นเซอร์ความเร่ง

ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานแบบ 6 แกน และมีการแก้ปัญหาในเรื่องของความแม่นยำ ทำให้การวัดระยะทางและการนับก้าวมีค่าความคาดเคลื่อนที่ต่ำมาก จึงทำให้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

Huawei Watch Fit มีมาให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Cantaloupe Orange, Graphite Black, Mint green และ Sakura Pink ในราคาเพียง 3,499 บาทเท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ Huawei Watch Fit ตัวแรงจากค่าย Huawei ที่เราได้นำมาฝากกันบอกเลยว่าราคาถูกอกถูกใจใครหลายคนอย่างแน่นอน เพราะสามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้ ทางด้านของราคาก็ไม่แรงจนเกินไปถ้าเทียบกับความสามารถที่จัดหนัก จัดเต็มมาให้กับผู้ใช้งาน อีกทั้งยังมีฟีเจอร์โดดเด่นอีกมากมายรวมไปถึงประสิทธิภาพในการทำงานและความทนทานที่จะทำให้คุณถูกใจและอยากจะจองเป็นเจ้าของ

#Huawei Watch Fit #ไอทีอินเทรน #อัพเดทเทคโนโลยี

Categories
ข่าวไอที

ปุ่มลัดบนแป้นพิมพ์ ตัวช่วยหากเมาส์พัง

                  คอมพิวเตอร์ในสมัยก่อนใช้คีย์บอร์ดเป็นหลักในการสั่งการทำงานของชุดโปรแกรมต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในสมัยต่อมามีการพัฒนาฮาร์แวร์หรืออุปกรณ์ต่อพวงที่มีความหลากหลายต่อการใช้งานเพิ่มมากขึ้น

โดยเฉพาะ “เมาส์” กลายเป็นตัวช่วยเชื่อมการทำงานระหว่างผู้ใช้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ปุ่มลัดบนแป้นพิมพ์จึงค่อย ๆ เลือนหายไป เพราะไม่ค่อยได้ใช้งาน

จนหลายคนลืมไปแล้วว่าปุ่มลัดบนแป้นพิมพ์ ยังคงมีอยู่และสามารถสั่งการชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์แทนเมาส์ได้

ปุ่มลัดคืออะไร

                  ปุ่มลัดบนแป้นพิมพ์มีไว้สำหรับสั่งการชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้ตามคำสั่ง ซึ่งมีทั้งเป็นมาตรฐานที่มากับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้สามารถตั้งการใช้งานได้เอง มาดูกันว่าปุ่มลัดมาตรฐานที่ใช้งานกันทั่วโลกมีอะไรบ้าง

                  กดปุ่ม Alt + Tab ใช้เปลี่ยนหน้าต่างซอฟต์แวร์ ที่กำลังเปิดใช้งานอยู่

                  กดปุ่ม Ctrl + Esc ใช้เรียกหน้าต่าง Start Menu เพื่อเรียกใช้งาน

                  กดปุ่ม Alt + F4 ปิดหรือออกจากโปรแกรมที่กำลังใช้งานในปัจจุบัน

                  กดปุ่ม Ctrl +Alt + Del พร้อมกัน จะเป็นการบูทเครื่องขึ้นมาใหม่ กรณีที่คอมพิวเตอร์ค้างหรือใช้งานไม่ได้

                  กดปุ่ม PrtSc หรือ Print Screen เป็นการบันทึกภาพหน้าจอให้เป็นไฟล์ภาพเก็บไว้ สามารถนำไปวางไว้ใน Microsoft word หรือโปรแกรมตกแต่งภาพอื่น ๆ ได้อย่างง่ายได้

                  กดปุ่ม Esc ใช้กรณีที่ต้องการยกเลิกการทำงาน หรือออกจากการตั้งค่า ซึ่งใช้ได้บางชุดโปรแกรมเท่านั้น

                  กดปุ่ม F1 ส่วนใหญ่จะใช้เรียกเมนูความช่วยเหลือของชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ Help

                  กดปุ่ม F2 หากต้องการเปลี่ยนชื่อหรือแก้ไขข้อความไฟล์ที่เลือกไว้

                  กดปุ่ม Ctrl + F เป็นตัวช่วยในการใช้สำหรับค้นหาคำที่ต้องการค้นในชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น Microsoft word เป็นต้น

                  กดปุ่ม Ctrl + A เป็นการคลุมเพื่อเลือกทั้งหมด หรือการ Select All

                  กดปุ่ม Ctrl + C เป็นปุ่มลัดบนแป้นพิมพ์ สำหรับคัดลอกข้อความหรือไฟล์ที่ต้องการเลือก

                  กดปุ่ม Ctrl + X ใช้ตัดข้อความหรือไฟล์ที่เลือกออกจากประโยค แต่ยังเก็บไว้ สำหรับไปวางข้อความหรือไฟล์ไว้ที่อื่น

                  กดปุ่ม Ctrl + V เป็นการวางข้อความหรือไฟล์ที่เลือกในตำแหน่งที่ต้องการ ต่อการการคัดลอก หรือตัดข้อความในเอกสารหรือไฟล์ที่ต้องการ เป็นต้น

                  กดปุ่ม Delete ใช้ในการลบข้อความ หรือ ลบเอกสารและไฟล์ไปที่ถังขยะ

                  กดปุ่ม Shift + Delete จะเป็นการลบไฟล์ถาวรโดยไม่ไปอยู่ในถังขยะ

                  กดปุ่ม Windows Logo + D แสดงหน้าจอ Desktop

                  กดปุ่ม Windows Logo + M ย่อหน้าต่างที่ใช้งานลงทั้งหมด

                  กดปุ่ม Windows Logo + E สำหรับเรียกหน้าต่าง My Computer ขึ้นมา

                  ปุ่มลัดบนแป้นพิมพ์เบื้องต้น เป็นมาตรฐานที่มากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเกิดความรวดเร็วในการทำงาน อาจจะมีประโยชน์มากเมื่อเมาส์ที่ใช้งานอยู่เกิดเสียหรือพังงานที่ทำอยู่จะได้ไม่สะดุด ทำงานได้อย่างต่อเนื่องได้

เครดิตภาพ : crazy4computers.net / wikihow.com / postjung.com

#ปุ่มลัดบนแป้นพิมพ์ #ไอทีน่ารู้ #ข่าวสารเทคโนโลยี

Categories
ข่าวไอที

iPad gen 7 vs iPad gen 8 รุ่นไหนน่าซื้อกว่ากัน


iPad ถือเป็นหนึ่งในแท็บเล็ตของทางค่าย apple หรือแบรนด์โทรศัพท์มือถือมากมายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น apple iPad หรือ เป็น iPhone เป็นต้น

ซึ่ง iPad ที่เราจะแนะนำกันในวันนี้นั่นก็คือ iPad gen 7 vs iPad gen 8 คลิปได้มีการเปิดตัวมาเมื่อไม่นานมานี้พร้อมกับ iPad air 4

และในวันนี้นะเราจะมาทำการเปรียบเทียบว่า 2 รุ่นนี้นั้นรุ่นไหนน่าซื้อกว่ากันในปี 2020 ในราคาที่เปิดตัวมาเท่ากัน สำหรับใครที่อยากรู้กันแล้วว่า 2 รุ่นนี้มีสเปคอะไรที่น่าสนใจกันบ้างมาดูกันเลย!

1. ปีที่เปิดตัว

ไอแพดเจน 7 นั้นจะมีการเปิดตัวมาเมื่อปี 2019

ส่วน iPad gen 8 นั้นจะมีการเปิดตัวมาเมื่อปี 2020.

ซึ่งถ้าพูดถึงความใหม่แล้วขอแนะนำเป็น iPad gen 8 ดีกว่าเนื่องจากมีราคาเปิดตัวมาเพียงแค่ 10,990 บาท เท่านั้น

ระดับความน่าซื้อของทั้ง 2 รุ่น(ความคิดเห็นส่วนบุคคล )

iPad gen 7  8/10

iPad gen 8  9.6/10

2. ในเรื่องของราคา

iPad gen 7 และ iPad gen 8 นั้นจะมีการเปิดตัวมาในราคาที่เท่ากัน และจะมาพร้อมกับความจุเริ่มต้นอยู่ที่ 32 GB และไม่สามารถใส่ micro SD card ได้ สำหรับใครที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะซื้อ 32 GB หรือว่า 128gb ดีนั้น เราขอแนะนำเป็นว่า 128gb จะดีกว่าเป็นต้นเนื่องจาก เพิ่มเงินเพียงแค่ 300 บาทคุณก็จะได้ iPad ดีๆไปใช้กันแล้ว.

3. ในเรื่องของสเปคคร่าวๆทั้ง 2 รุ่น

iPad gen 7 และ iPad gen 8 นั้นจะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอที่เท่ากันที่ 10.2 นิ้ว สามารถรองรับปากกา apple pencil gen 1 ได้ และสามารถทำงานหลายอย่างได้เหมือนกัน

แต่แตกต่างกันตรงที่ระบบปฏิบัติการและชิปเซต นั้นจะมีชิปเซ็ตที่ใหม่กว่าและระบบปฏิบัติการที่ใหม่กว่า เนื่องจากจะมาพร้อมกับชิป apple a12 bionic ที่ใส่ใน iPhone XR iPhone xs และ iPhone xs max นั่นเอง

ส่วน iPad gen 7 นั้นจะเลิกใช้ chipset เป็น apple a10 fusion ที่ใส่ใน iPhone 7 และ iPhone 7 plus นั่นเอง สำหรับใครที่ต้องการ CPU ตัวใหม่กว่าและ chipset เที่ยวเร็วกว่านั้นเราขอแนะนำเป็น  เลยตอบโจทย์ได้ทุกสถานการณ์แน่นอนเป็นต้น

สรุปคร่าวคร่าวๆแล้วว่า:iPad ทั้งสอง รุ่นนี้นั้นมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ชนิดไหนอย่างเช่นบางคนชอบไอแพด gen7 ก็ซื้อ iPad gen 7 แต่ถ้าบางคนที่ชอบ iPad gen 8 ก็ซื้อ iPad gen 8 นั่นเอง เพราะไอเเพด ทั้งสองรุ่นนี้ก็จะมีสิ่งต่างๆมากมายที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน มากมายหลายอย่างเลย!

เครดิตของรูปภาพทั้งหมด

รูปที่ 1 จาก pixabay

รูปที่ 2 จาก pixabay

รูปที่ 3 จาก pixabay

#ซื้อiPad อะไรดี #ไอทีอัพเดท #ข่าวไอทีน่าสนใจ

Categories
ข่าวไอที

“OnePlus Nord” สมาร์ทโฟนที่มีคนให้ความนิยมสูง

สำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน มีให้เราเลือกใช้งานมากมายเอามากๆโดยเฉพาะในช่วงต้นปีนี้เป็นต้นมา ที่เป็นปีของเทคโนโลยี ที่สามารถคิดค้นจุดเด่นต่างๆของสมาร์ทโฟนออกมา ได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะน้องใหม่ไฟแรงอย่าง OnePlus ที่สามารถทำออกมาด้วยการใช้ทรัพยากรทางเทคโนโลยีได้คุ้มค่ามากที่สุด จึงทำให้สามารถเซฟในเรื่องของค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี เพราะคนที่เล่นสมาร์ทโฟนของแบรนนี้ จะสามารถซื้อสมาร์ทโฟนได้ในราคาถูก แต่สเปรคเครื่องเทียบกับรุ่นอื่นๆแล้ว สามารถประหยัดเงินได้หลายพันเลย และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่งของ  OnePlus Nord ที่บอกเลยว่า ใครที่สามารถซื้อมารับรองว่าคุ้มค่าที่สุดอย่างแน่นอน

OnePlus Nord มีดีอย่างไร

  1. ด้วยขนาดตัวเครื่องมีน้ำหนักแค่184 กรัม แต่สามารถทำหน้าจอได้ถึง ขนาด 6.44 นิ้ว หน้าจอ Fluid AMOLED ความละเอียด 1080 x 2400 พิกเซล
  2. OnePlus Nord มี 2 สเปคให้เลือกใช้งานคือ RAM ขนาด 8GB ความจุ 128 GB และ RAM 12 GB ความจุที่ 256 GB
  3. สามารถเชื่อมต่อกับ 5G (Dual Mode), WiFi 802.11 AC (WiFi 5), Bluetooth 5.1, GPS, A-GPS
  4. มีระบบระบบปฏิบัติการ Android 10 แบบเต็มรูปแบบ แถมยังครอบทับด้วย Oxygen OS 10.5.4    
  5. สามารถสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Optical หรือสามารถปลดล็อคหน้าจอแบบ   Face Recognition  
  6. ใช้งานได้ยาวๆด้วยความจุแบตเตอรี่ 4115mAh และสามารถรองรับ Warp Charge 30W
  7. มีให้เลือกทั้งหมด 2 สีด้วยกันคือสีน้ำเงิน Blue Marble และสีเทา Gray Onyx

ทำไมถึงเลือกใช้ OnePlus Nord

ด้วยความใหญ่ของตัวเครื่องที่มีขนาด158.3 x 73.3 x 8.2 มม. จึงทำให้สายเกมเป็นที่จับตามองอย่างมาก สำหรับโทรศัพท์รุ่นนี้ ที่สามารถมองเห็นภาพและรายละเอียดภาพที่อยู่ระดับที่ดีที่เดียว ด้วยมีการวิเคราะห์ของนักพัฒนามาแล้วว่า เครื่อง OnePlus Nord นี้สามารถสร้างความละเอียดของภาพได้ถึง 1080 x 2400 พิกเซล ได้จริงและมีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz ซึ่งจะช่วยให้หน้าจอคมชัดยิ่งขึ้น สำหรับความเร็วของ OnePlus Nord เราเชื่อกันว่าไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน เพราะ OnePlus Nord ได้ดึงชิปเซ็ตประมวลผล-ของ Qualcomm Snapdragon 765 | Adreno 620 ที่ใครหลายคืนบอกว่าไหลลื่นสุดๆไปเลย  

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่น OnePlus Nord ที่บอกเลยว่ามีจุดเด่นต่างๆที่คุณจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ด้วยการใช้งานที่ดีแถมยังช่วยให้คุณสามารถมีสมาร์ทโฟนที่สวยงามเข้ามาเก็บไว้ในครอบครอง จึงทำให้คุณสามารถเกิดประโยชน์ในการใช้งานมากที่สุด นอกจากนี้อีกหนึ่งจุดเด่นของผู้ใช้จริงยังบอกว่าสมาร์ทโฟน OnePlus Nord ยังมีพื้นผิวของบอดี้ที่เรียบหรู จึงสามารถทำความสะอาดให้เงาได้ง่ายมากๆ ด้วยเกรดสีที่มีคุณภาพ ที่สามารถเคลือบเงาให้กับ OnePlus Nord ได้น่าประทับใจสุดๆ

#OnePlus Nord #สมาร์ทโฟนน่าใช้ #ทันโลกไอที

Categories
ข่าวไอที

Messenger API ได้รวม Messenger และ DM จาก Instagram เข้าด้วยกันแล้ว

ช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์นั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างความสะดวกสบายและเหมาะสมกับการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันอย่างมาก และล่าสุดทาง Facebook ได้มีการอัพเดท Messenger API เพื่อที่จะเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน Messenger รวมไปถึงการใช้งาน DM ใน Instagram ให้ สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งการเพิ่มช่องทางทางธุรกิจตรงนี้มีหลายคนให้ความสนใจไม่น้อยเลยลองไปดูกันซิว่าข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการอัพเดท Messenger API ตรงนี้จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

Messenger API กับการรวม Messenger และ DM จาก Instagram

1. ทำความรู้จักกับ Messenger API เวอร์ชั่นใหม่ จาก Facebook

เมื่อไม่นานมานี้ผู้ที่ติดตามละใช้งาน Social media จะทราบได้ว่าทาง Facebook และ Instagram ได้ประกาศรวมเข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้ทาง Facebook ก็ได้มีการประกาศการอัปเดตของ Messenger API ซึ่งจะเป็นแอปพลิเคชั่นที่สามารถช่วยให้ธุรกิจคุณขายดียิ่งขึ้นโดยสามารถ รวม Facebook fanpage และ Instagram เข้าด้วยกัน และสามารถส่งข้อความผ่าน Messenger API เพื่อตอบกลับข้อความจาก Direct Message และทำงานร่วมกับธุรกิจของคุณได้อย่างราบรื่นทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมและเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น

2. การใช้งาน Messenger API ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้น

การอัปเดตของ Messenger API จะทำให้สามารถรองรับการส่งข้อความจาก Instagram ไปยังร้านค้าบน Facebook Fanpage ได้ จะทำให้มีช่องทางการติดต่อออนไลน์ในรูปแบบใหม่ ๆ และจากการอับเดต Messenger API จะทำให้สามารถควบคุมหรือตั้งค่าการตอบกลับอัตโนมัติ หรือแม้แต่การเริ่มบทสนทนา บน Instagram ได้หากไม่ได้อยู่ในเวลาทำการ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ข้อมูล โปรไฟล์ของร้านค้าร่วมกันทั้ง Facebook และ Instagram ได้อีกด้วย

3. Messenger API จะเปิดให้มีการใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่

อย่างที่ได้บอกไปว่าการอัปเดตนี้ยังเป็นเพียงรุ่นเบต้าเท่านั้น ที่ในปัจจุบันก็ได้มีพาร์ทเนอร์จากบริษัทใหญ่ หลายแห่งทดลองใช้ Messenger API อยู่เช่น Adidas, Nars, Sephora เป็นต้น แต่หากผู้ใช้คนไหนสนใจอยากลองใช้ตัว Messenger API รุ่นอัปเดตนี้ทาง Facebook ก็ได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนใช้งานรุ่นเบต้านี้ โดยสามารถลงทะเบียนใช้งานได้ที่เว็บไซต์

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการอัพเดท Messenger API ที่เราได้นำมาฝากกันข้างต้นเชื่อว่าหลายคนจะต้องให้ความสนใจกันไม่น้อย เพราะเราใช้ messenger เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารรวมไปถึงส่งข้อความและภาพ เพื่อติดต่อกันเป็น ช่องทางหลักในปัจจุบัน สำหรับครั้งหน้าเราจะนำเอาข้อมูลอะไรที่น่าสนใจมาแนะนำกันอีกนั้นอย่าลืมติดตาม

#Messenger API #ไอทีน่ารู้ #ข่าวเทคโนโลยี

Categories
ข่าวไอที

ข่าวไอที